วันพุธที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ประวัติฟุตบอลเทพศิรินทร์

เปิดตำนานลูกหนังเทพศิรินทร์
(คู่แข่งตลอดกาล)




การตั้งหัวเรื่องของเปิดตำนานลูกหนังเทพศิรินทร์ครั้งนี้ดูจะเหมือนการสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นระหว่างสองสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงและมีอายุยาวนานกว่าร้อยปี แต่เจตนาอันแท้จริงคือต้องการนำเหตุการณ์ต่างๆ ที่สร้างเกียรติยศให้กับทั้งสองสถาบันนำมาเล่าสู่กันฟัง เพราะในขณะที่ผมกำลังเขียนบทความตอนนี้อยู่ดูเหมือนชื่อเสียงทางด้านฝีเท้าในกีฬาฟุตบอลของทั้งสองสถาบันกำลังโดนลบเลือนโดยสาเหตุใดก็หาได้มีใครทราบไม่ บางทีการย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของความสำเร็จอาจทำให้เราค้นพบคำตอบนั้นก็เป็นได้
ฟุตบอลประเพณีเทพศิรินทร



เมื่อครั้งที่ผมได้เอกสารสำคัญที่เป็นที่หวงแหนมาจากพี่แดง

ศาสตรา กาญจณมุกสิก
ผู้ที่ถือได้ว่าเป็นคัมภีร์ประวัติฟุตบอลเทพศิรินทร์ของผมในตอนนี้ ได้มีบทความส่วนหนึ่งที่เป็นการเล่าเรื่องจาก นักเรียนเก่าโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

ท่านหนึ่งเกี่ยวกับฟุตบอลประเพณี
เทพศิรินทร์
สวนกุหลาบ ซึ่งมีปฐมเหตุมาจากการแข่งขันฟุตบอลนัดหนึ่งที่สนามหลวง
ซึ่งนี่คือส่วนหนึ่งของบทความฉบับนั้น

ปี 2502

-
เป็นปีที่ผู้เขียนเข้าเรียนในโรงเรียนสวนกุหลาบเป็นปีแรก

-
ฟุตบอลเตรียมอุดม จัดโดยสมาคมฟุตบอลสวนกุหลาบเข้าชิงชนะเลิศกับวิทยาลัยครูพลานามัย ผลแพ้ได้รองชนะเลิศ

-
เทศบาลนครกรุงเทพจัดแข่งขันฟุตบอลนักเรียน และประชาชนขึ้นปีแรก รุ่นใหญ่ชนะเลิศ

โดยชนะช่างอากาศอำรุง
ส่วนรุ่นเล็กมีปัญหาในการแข่งขันไม่สามารถตัดสินให้จบลงได้ (ตามรายละเอียดในบทความของคุณศาสตรา)

จนก่อนหมดปีการศึกษา 2502 นั้นนายกสมาคมศิษย์เก่าสวนกุหลาบฯ

(พล.ต.ท. ต่อศักดิ์ ยมนาค)
ซึ่งเป็นนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยด้วยในขณะนั้น ได้เชิญสมาคมนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์

มาร่วมกันจัดฟุตบอลนัดพิเศษขึ้น
โดยนำนักฟุตบอลรุ่นเล็กนั่นแหละมาแข่งขันนับว่าเป็นนัดล้างตาชิงถ้วยที่ได้ขอพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมทั้งเสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานรางวัลด้วยพระองค์เอง

ทั้งสองโรงเรียนร่วมลงแข่งชันด้วยความยินดี แต่นักฟุตบอลรุ่นเล็กที่เป้นตัวเจ้าปัญหาอยู่นั้นไม่ได้ลงทุกคน เนื่องจากว่าทั้งสองโรงเรียนต่างพร้อมใจกันส่งนักฟุตบอลรุ่นเล็กพิเศษ ที่ในสมัยนั้นเรียกกันว่า เด็กดองลงแข่งกันฟูลทีมไปเลย ที่ว่าเป็นพิเศษนั้นก็เพราะว่าจำเนียรไป30 กว่าปี นักฟุตบอลบางท่านในวันนั้นที่อยู่ยงคงกระพันถึงทุกวันนี้วัดตัวเมื่อไรก็ยังเล่นรุ่นเล็กได้อีกตลอดกาลก็ยังมี ผลการแข่งขันอาจารย์ผล
ใจสว่าง
จำไดแน่นอนว่าแพ้ลูกยังประมาณ40 หลาข้าหัวผู้รักษาประตูสวนกุหลาบเข้าไป เทพศิรินทร์จึงเป็นฝ่ายชนะได้ครองถ้วยพระราชทานก่อน

จากบทความส่วนดังกล่าวพอจะสรุปได้ว่าในการจัดครั้งแรกโรงเรียนเทพศิรินทร์ของพวกเราเป็นผู้ครอบครองถ้วยพระราชทานเป็นครั้งแรกของการจัดการแข่งขัดฟุตบอลรายการนี้


ปี 2503 สมาคมศิษย์เก่าสวนกุหลาบฯ
และสมาคมนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ฯ
ร่วมกันจัดฟุตบอลประเพณีเป็นครั้งที่2 แต่นักฟุตบอลเปลี่ยนเป็นระบบโอเพ่น คือใช้ทั้งศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันที่มีฝีเท้าจัดจ้าน บางท่านในขณะนั้นเป็นนักเตะทีมชาติไทยและสโมสรใหญ่ๆทั้งสิ้น
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรและพระราชทานรางวัลเช่นเคย ในด้านกองเชียร์
มีการจัดพาเหรด นำโดยดุริยางค์สวนกุหลาบทำให้เพลง ชมพู-ฟ้า
(สีงามอร่ามหรู) และเทพศิรินทร์ (เทพศิรินทร์มาวินฯ) ดังกระหึ่มร่วมกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมามีการนั่งเชียร์เป็นรูปตัวอักษร ส.ก. สีชมพู-ฟ้า และ ท.ศ. สีเขียว-เหลือง
บนอัฒจันทร์ด้านเหนือ คนละข้างของสกอร์บอร์ด
ในเวลานั้นสนามศุภชลาศัยยังไม่มีอัฒจันทร์ ล้อมรอบเช่นทุกวันนี้ ด้านทิศใต้จะเป้นอัฒจันทร์ไม้มีหลังคา ขนาดไม่ใหญ่นักปลูกไว้เป็นตอนๆไป ส่วนฝังตรงข้ามกับอัฒจันทร์ที่ประทับ
ก็เป็นอัฒจันทร์เหล็กประกอบไม้ประมาณ
15 ขั้นตลอดความยาวของสนามฟุตบอล

ตอนพักครึ่งมีการแปรขบวนโดยดุริยางค์สวนกุหลาบ ผู้เขียนจำผลการแข่งขันไม่ได้แน่นอนว่าเป็นอย่างไรแต่ก็สรุปได้ว่า สวนกุหลาบเป็นฝ่ายชนะ
เพราะขณะที่เราเข้าแถวส่งเสด็จพระราชดำเนินกลับเรียบร้อย
ทีมฟุตบอลพร้อมเจ้าหน้าที่ทีมก็ได้วิ่งแห่ถ้วยพระราชทานนั้นไปรอบสนามฟุตบอล และเราทุกคนก็พร้อมใจกันเดินแห่ถ้วยนั้นกลับโรงเรียนที่สะพานพุทธฯ

จากส่วนนี้ก็คงสรุปผลได้ว่าครั้งต่อมาถ้วยพระราชทานตกไปอยู่ในมือของสวนกุหลาบ ซึ่งผู้เขียนได้ใช้ลูกเล่นในการใช้ภาษากระเซ้าลูกแม่รำเพยตามแบบฉบับเด็กสวนกุหลาบปี 2504
ในปลายปีการศึกษานั้น

ฟุตบอลประเพณีก็หวนกลับมาอีกปีหนึ่ง ขบวนพาเหรดหายไป
ใช้นักฟุตบอลจากศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันเช่นเคย ชื่อเสียงองนักฟุตบอลทังสองทีมในวันนั้นเป็นจุดขายเรียนคนดูไม่แพ้ปีที่ผ่านมา เพราะหลายคนในทั้งสองทีมก็มีดีกรีทีมชาติที่หน้าอกมาแล้ว
หลายคนดังอยู่ในสโมสรใหญ่ๆ
ของฟ้าเมืองไทยในขณะนั้นก็มี2 ยักษ์ใหญ่ลูกหนังคือ
ทหารอากาศ กับ ธนาคารกรุงเทพ
และหลายคนยังคงวาดลวดลายอยู่ในทีมประเพณีจุฬาฯและธรรมศาสตร์ รวมทั้งบางคนก็ยังนุ่งขาสั้น
ปัก ส.ก. และ ท.ศ. ที่หน้าอกอยู่ก็มี
การปล่อยตัวนักฟุตบอลลงสนามแทนที่จะเดินออกมาจากใต้อัฒจันทร์ที่ประทับอย่งเคย เทพศิรินทร์ซึ่งเป็นเจ้าภาพในปีนั้นจัดให้นักฟุตบอลทั้ง2 ทีม เดินออกมาจากซ่งกลางอัฒจันทร์เหล็กข้ามสนามมายังฝั่งอัฒจันทร์ที่ประทับ แต่ในปีนั้นเทพศิรินทร์ก็ยังไม่มีวงดุริยางค์จึงไปจัดหาดุริยางค์มานำขบวนนักกีฬา ซึ่งเป็นดุริยางค์โรงเรียนสตรีชื่อศึกษาวิทยามีดีกรีเป้นแชมป์กายบริหารในกรีฑานักเรียนหลายปีติดต่อกันที่น่าประทับใจก็คือ ดรัมเมเยอร์ไม้หนึ่งของวงนี้สวยมากจนโตขึ้นมาเป็นนางงามจักรวาลคนแรกของประเทศไทยอาภัสราหงสกุล


จากบทความตอนนี้ผมขอเสริมตรงที่ว่าคุณอาภัสรา หงสกุลนั้นมีคุณพ่อเป็นนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ซึ่งส่วนนี้ทางผู้เขียนคงจะไม่ทราบข้อมูล

ในวันนั้น กนก เทพหัสดินฯของสวนกุลาบพาบอลเลื้อยเลาะเส้นหลัง ไปตวัดเข้าประตูมุมแคบของเทพศิรินทร์
สะกดให้ สืบสวัสดิ์ ชาญวิธะเสนา
ขาตายยืนนิ่งให้บอลไปสยบอยู่ก้นตาข่ายซะ2 ลูกซ้อน กองเชียร์เทพศิรินทร์ก็ได้แปรอักษรข้อความว่าต่อให้ซะ 2 ครั้งเหมือนกัน แล้วถ้วยพระราชทาน ภปร.ก็ได้กลับไปเป็นมิ่งขวัญแก่พวกเราที่สะพานพุทธอีกครั้ง

ขอความดังกล่าวคงเป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากครั้งแรกของการแข่งขันเป็นต้นมาเรายังไม่ได้ครอบครองถ้วยใบนี้ถึง 2 ปีติดกัน

ปี 2505
ในภาคปลายมีฟุตบอลประเพณีอีกครั้งเป็ฯครั้งที่4 ทรงเสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรและพระราชทานรางวัลให้เช่นเคย ปีนี้กองเชียร์ทั้งสองโรงเรียนย้ายที่นั่งไปอยู่ที่อัฒจันทร์เหล็กฝั่งตรงข้ามที่ประทับ มีการเชียร์เข้ายุคมากขึ้นเริ่มมี CHEERLEADER มีการแปรอักษรด้วยฝ้าสีในข้อความที่มากขึ้นเท่าที่จำได้สวนกุหลาบก็มีการแปรว่า ฟุตบอลประเพณี,สวนกุหลาบ,เทพศิรินทร์
พบกันอีกที ภปร.
,ส.ก. ฯลฯ ส่วนเทพศิรินทร์ เท่าที่จำได้อีกนั่นแหละ เมื่อ กนก เทพหัสดินทร์
ศูนย์หน้าของสวนกุหลาบ
ลากลูกบอลเลื้อยไปตามเก็บด้านหลังประตูเทพศิรินทร์แล้วก็ตวัดเข้ามุมแคบสุดที่ สืบสวัสดิ์
ชาญวิธเสนา ประตูเทพศิรินทร์ จึงรับได้ทัน
กองเชียร์เทพศิรินทร์ก็แปรออกมาทั้นทีว่าต่อให้อย่างนี้เป็นต้น


ในปีนี้ผู้เขียนไม่ได้สรุปผลการแข่งขันออกมาให้ทราบจึงไม่มีบทสรุปที่แน่นอนว่าใครที่ได้ถ้วยไปครอบครองต้องรบกวนผู้รู้มาให้ข้อมูลเพิ่มเติมในภายหน้า

ปี 2507
ผู้เขียนมีความตั้งใจกับการแสดงถวายทอดพระเนตรมากจนกระทั่งจำไม่ได้ว่าผลการแข่งขันลงเอยอย่างไร เขียนไปก็กลัวผิดใครใจได้ช่วยบอกทีแต่ตัวเองก็มีความรู้สึกว่าขณะยืนไชโย กับคำบอกกล่าวพระราชดำรัส
โดยอาจารย์ใหญ่จนสุดเสียงนั่น
ก็มีเสียงไชโยรับจากทีมฟุตบอลที่อยู่อีกฟากสนามเช่นกัน จึงคิดว่าครั้งนั้นเราคงไม่ผิดหวังนในผลการแข่งขันฟุตบอลหรอกนะ

การแข่งขันในครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งล่าสุดและผลการแข่งขันก็ออกมาเสมอกันและมีการตกลงให้ครอบครองถ้วยกันคนละครึ่งปีและเมื่อหลังจากสวนกุหลาบนำถ้วยไปครองตามข้อตกลงแล้วก็ไม่ได้นำมาคืนอีกเลยและด้วยเหตุที่ไม่มีการจัดการแข่งขันในครั้งต่อๆมาด้วยประการหนึ่ง ซึ่งตรงนี้ก็เป็นที่น่าสงสัยว่าผู้เขียนจำผลการแข่งขันไม่ได้เพราะเหตุใด อย่างไรก็ดีในปีเดียวกันนั้นก็เกิดการแข่งขันฟุตบอลอีกรายการขึ้นมาแทนคือฟุตบอลประเพณีจตุรมิตรสามัคคีซึ่งก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำในฟุตบอลประเพณีเทพศินทร์ สวนกุหลาบต้องเงียบหายไป

เรื่องราวที่ผมนำเอาบทความของคุณวราทร
พินทุสมิต
ศิษย์เก่าสวนกุหลาบเพียงบางส่วนที่เกี่ยวของกับฟุตบอลประเพณีเทพศิรินทร์ สวนกุหลาบนำมาให้ได้อ่านกันนั้นก็เพื่อให้ได้ซึมซับบรรยากาศจากผู้มีประสบการณ์ตรงกับช่วงเวลาดังกล่าวและจะได้ทราบถึงเหตุบางประการที่ทำไมสถาบันการศึกษาทั้งสองจึงต้องขับเคี่ยวแข่งขันกันอยู่เรื่อยมาจนเป็นเหตุให้บางครั้งผู้ที่ไม่เข้าใจหลักการมีการกระทบกระทั่งกันไปก็มี นอกจากช่วงเวลาที่ขับเคี่ยวกันในฟุตบอลประเพณีแล้วยังมีการพบกันหลายต่อหลายครั้งในฟุตบอลรายการอื่นๆ อย่างเช่นในช่วงที่เทพศิรินทร์กลายเป็นมหาอำนาจลูกหนังขาสั้นสามารถกวาดแชมป์ได้ในทุกรายการในปี 2530 ก็ยังต้องมาพลาดท่าแพ้สวนกุหลาบในนัดชิงฟุตบอลจตุรมิตรในปีนั้น หรือในปีที่เทพศิรินทร์เป็นแชมป์จตุรมิตรร่วมกับโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนในปี2542 ในปีนั้นก็เราก็ชนะสวนกุหลาบอย่างท่วมท้นถึง 5 ประตู หรือแม้แต่ในปี 2550 ที่ผ่านมาถึงแม้เราจะไม่ได้เป็นแชมป์ในปีนั้นแต่ก็มีชัยเหนือสวนกุหลาบถึง2 ครั้งด้วยกัน
อย่างไรก็ตามการขับเคี่ยวกันในเรื่องของเชิงลูกหนังของสองสถาบันนั้นจุดสำคัญคงไม่ใช่ชัยชนะเหนือคู่แข่งแล้วทับทมกันหรือการมุ่งทำร้ายกันและกันหากอยู่ที่การมีน้ำใจเป็นนักกีฬารู้แพ้รู้ชนะรู้อภัยรู้รักสามัคคีกันความเป็นเพื่อนแท้และมิตรถาวรการแข่งขันกันพัฒนาทางด้านกีฬาตรงนี้น่าจะเป็นประเด็นสำคัญที่เราทั้งสองสถาบันควรจะคำนึงถึง และฟุตบอลประเพณีเทพศิรินทร์
สวนกุหลาบ

ซึ่งมีถ้วยพระราชทาน ภปร.
ที่เป็นตัวแทนของความสามัคคีของสองสถาบันคงได้มีโอกาสได้กลับมาแข่งขันกันอีกครั้งหนึ่ง


บทความโดย เทพน้ำเค็ม

ข้อมูล จากเอกสาร แลหลังฟุตบอลประเพณีในยุคผมเป็นนักเรียนสวนฯ
โดยวราทร พินทุสมิต


และ ฟุตบอลประเพณี

เทพศิรินทร์
สวนกุหลาบ ตอน กำเนิด ถ้วยพระราชทาน ภปรกาญจนานุสรณ์









 

 

การเลี้ยงปลาทอง

การเลี้ยงปลาทอง
นักเลี้ยงปลาทองส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงในตู้มากกว่า
ภาชนะอย่างอื่น เพราะนอกเหนือจากความงดงามอ่อนช้อยของปลาทองแล้ว ยังสามารถตกแต่งตู้ปลาให้สวยงามเป็นเครื่องประดับบ้านโชว์แขกที่มาเยี่ยมเยือนได้เป็นอย่างดี

การเลี้ยงปลาทองในตู้จะต้องมีการเตรียมการล่วงหน้าดังต่อไปนี้
เลือกสถานที่
ก่อนซื้อตู้ปลาควรกำหนดจุดหรือบริเวณภายในบ้านหรืออาคารสำหรับเป็นที่ตั้งตู้ปลาเสียก่อนวัดขนาดความกว้างความสูงของสถานที่ให้แน่นอนแล้วจึงไปหาซื้อตู้ที่มีขนาดพอเหมาะกับสถานที่ตั้ง
จุดที่เหมาะสำหรับตั้งตู้เลี้ยงปลาทองควรเป็นที่อากาศถ่ายเทสะดวกถ้าได้ที่มีแสงแดดตอนเข้าส่องถึงจะดีมากเพราะแสงแดดยามเช้าจะทำให้สีของปลาเข้มขึ้นตรงกันข้ามกับแสงแดดยามบ่ายจะทำให้สีของปลาจางลงนอกจากนั้นแล้วจุดตั้งตู้เลี้ยงปลาควรอยู่ตรงที่สามารถขับถ่ายน้ำได้สะดวก


                                                                      ตู้เลี้ยงปลา
ตู้เลี้ยงปลาทองควรพิจารณาเลือกตู้ที่มีรูปทรงและขนาดให้เหมาะสมกับพื้นที่ที่เลือกไว้
อย่างไรก็ตามขนาดของตู้ไม่ควรเล็กเกินไปถ้าต้องการจะตกแต่งตู้ด้วยพรรณไม้น้ำและวัสดุอย่างอื่นเช่นก้อนหินหรือขอนไม้
ตู้เลี้ยงปลาปัจจุบันนิยมใช้กันอยู่ 2 ชนิด คือ ตู้ที่ทำด้วยแผ่นกระจกและตู้ที่หล่อขึ้นจากอะคริลิกใส ตู้กระจกมีข้อดีตรงที่ไม่เป็นรอยขีดข่วนง่ายเวลาทำความสะอาดแต่เสียตรงที่มีน้ำหนักมาก เคลื่อนย้ายลำบากและมีรอยต่อตรงมุมตู้ส่วนตู้อะคริลิกมี่ข้อดีตรงที่มีความใสมากกว่าแผ่นกระจกไม่มีรอยต่อตรงมุมตู้น้ำหนักเบา มีความยืดหยุ่น แต่มีข้อเสียที่ราคาแพงเกิดรอยขีดข่วนง่ายและถ้าเป็นอะคริลิกคุณภาพต่ำเมื่อใช้ไปนาน ๆ  จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองชาด้วยเหตุนี้ตู้กระจกจึงยังได้รับความนิยมมากกว่า


                                                                       การจัดเตรียมตู้ปลาตู้ปลาที่ซื้อมาใหม่จะต้องล้างทำความสะอาดแล้วใสน้ำแช่ทิ้งไว้ 2-3 วัน ระหว่างที่ใสน้ำแช่ไว้ควรตรวจสอบดูว่ามีการรั่วซึมที่ใดบ้างหรือเปล่าถ้ามีก็จัดการซ่อมแซมให้เรียบร้อยเสียก่อนหลังจากนั้นถ่ายน้ำที่แช่ไว้ออกให้หมด เช็ดให้แห้งแล้วนำไปวางเข้าที่ที่เตรียมไว้การเคลื่อนย้ายตู้ปลาควรใช้มือช้อนเข้าไปในตู้แล้วยก อย่าจับขอบด้านบนแล้วยกเป็นอันขาดเพราะอาจทำให้แผ่นกระจกด้านข้างโย้ไปมาจนกาวยึดรอยต่อเกิดการรั่วซึมหรือฉีกขาดได้


ขั้นตอนการเตรียมตู้ปลา
1. ใส่กรวดทับลงไปบนแผ่นกรอง
2. เกลี่ยกรวดให้เต็มพื้นตู้
3. ปรับระดับชั้นกรวดสูงต่ำตามต้องการ
4. ตกแต่งด้วยก้อนหิน ขอนไม้ ตามชอบ
5.ใส่น้ำโดยใช้พลาสติกหรือชามรองกันทรายกระจายขึ้นมา
6. ถ้าต้องการตกแต่งด้วยพันธุ์ไม้น้ำใส่น้ำลงไปประมาณ
1 ใน 3 ก่อน
7.เริ่มปลูกต้นไม้น้ำที่เป็นฉากหลังก่อน
8. ปลูกต้นไม้น้ำระดับกลางตู้
9.ปลูกต้นไม้น้ำขนาดเล็กไว้ด้านหน้าตู้
10.หลังจากปลูกต้นไม้น้ำหมดแล้วให้ถ่ายน้ำทิ้ง
11.ใส่น้ำสะอาดไปให้เต็มตู้แล้วช้อนเศษใบและกิ่งก้านไม้น้ำที่ลอยอยู่ในน้ำออกให้หมด
12.ตู้ที่จัดเสร็จแล้วแต่น้ำยังขุ่นอยู่ต้องรอให้น้ำใสเสียก่อนจึงค่อยปล่อยปลาลงไปเลี้ยง



การใส่น้ำลงไปในตู้

 
ก่อนใส่น้ำลงไปในตู้ปลาควรเอาพลาสติกอ่อนคลุ่มพื้นตู้หรือเอาชามไปวางไว้ก้นตู้กันกรวดกระจายเพราะแรงน้ำ
เมื่อใส่น้ำลงไปในตู้ครั้งแรกจะขุ่นขึ้นมาทันทีควรถ่ายทิ้งแล้วเติมน้ำใหม่ลงไปถ้าต้องการจะตกแต่งด้วยพรรณไม้น้ำก็ทำเสียตอนนี้
แต่ควรทราบไว้อย่างหนึ่งว่า ปลาทองส่วนใหญ่ชอบกัดทำลายพืชน้ำ
หากต้องการให้ภูมิทัศน์ในตู้ปลามีสีสันของพรรณไม้น้ำขอแนะนำว่าควรใช้ต้นไม้น้ำประดิษฐ์มาตกแต่งแทน
หลังจากตกแต่งด้วยพรรณไม้น้ำแล้วหากน้ำขุ่นมากก็ถ่ายออกแล้วเติมน้ำใหม่ลงไป
พร้อมกันนี้ก็เปิดเครื่องปั๊มลมเพื่อเติมออกซิเจนให้กับน้ำและให้ระบบการกรองเริ่มทำงานทันที
น้ำที่เหมาะสมสำหรับใช้เลี้ยงปลาในตู้มากที่สุด
คือ น้ำประปา
เนื่องจากผ่านการฆ่าเชื้อด้วยคลอรีนมาแล้วจึงมั่นใจได้ว่าไม่เป็นพาหะนำเชื้อโรค
มาแพร่สู่ปลาที่เลี้ยง น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นน้ำจากบ่อ แม่น้ำ คลอง
  บึง ไม่เหมาะจะเอามาใช้เลี้ยงปลาทองเพราะเสี่ยงต่อจุลินทรีย์ที่ปะปนมากับน้ำซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อปลา

วิธีกำจัดสารคลอรีนในน้ำประปา


การกำจัดสารคลอรีนในน้ำประปาสามารถทำได้หลายวิธี
เช่น เอาน้ำประปาไปพักไว้ในภาชนะสำหรับกักเก็บน้ำ เช่น ตุ่ม ถัง
หรือแม้แต่ตู้ที่จะเลี้ยง ปลาเป็นเวลาประมาณ 1-2 วัน เพื่อให้คลอรีนระเหยไปจนหมด
ระหว่างการพักน้ำหากเป่าอากาศลงไปด้วยก็จะช่วงเร่งคลอรีนให้ระเหยเร็วยิ่งขึ้น

 วิธีกำจัดคลอรีนออกจากน้ำประปาที่สะดวกที่สุดก็คือ
เปิดน้ำประปาผ่านเข้าไปในเครื่องกรองน้ำแล้วเอาน้ำที่ออกมาไปใช้เลี้ยงปลาได้เลย
เนื่องจากเครื่องกรองน้ำมีผงถ่านคาร์บอน
  (Activated
carbon) 
ซึ่งมีคุณสมบัติในการดูดซับคลอรีน สี และ กลิ่นต่างๆ
ที่ละลายอยู่ในน้ำทำให้น้ำที่ออกมาใสสะอาดปราศจากสีและกลิ่น


การให้อาหารปลาทอง

ปลาทองกินอาหารได้ทั้งที่เป็นพืชและสัตว์
และทั้งที่เป็นอาหารธรรมชาติและอาหารสำเร็จรูป

อาหารประเภทพืช
ได้แก่ สาหร่าย แหนเป็ด และผักต่างๆ อาหารเหล่านี้เป็นตัวเสริมสร้างวิตามิน
บางชนิดมีประโยชน์ทำให้สีของปลาเข้าขึ้น อย่างเช่นสาหร่ายสไปรูลิน่า
 
ซึ่งปัจจุบันผลิตออกมาในรูปอาหารสำเร็จรูป นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย
อาหารพืชจากธรรมชาติได้แก่
  แหนเป็ด หรือผัก


   อาหารประเภทสัตว์

ได้แก่  ลูกน้ำ ไรแดง (Moina) ไรน้ำตาล (Artemia)
หนอนแดงและไส้เดือนน้ำ 

สิ่งที่มีชีวิตเหล่านี้อุดมไปด้วยโปรตีน สารประของกรดอะมิโนที่ช่วยให้ปลามีอัตราการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว
มีความสมบูรณ์ทางเพศดี

               


การเปลี่ยนถ่ายน้ำ

แม้ระบบกรองน้ำจะสามารถกำจัดของเสียที่เกิดขึ้นภายในตู้ปลาได้ก็ตาม  แต่คุณภาพน้ำก็ยังคงลดลงอยู่ดี 
วิธีรักษาคุณภาพน้ำให้ดีอยู่เสมอไม่มีวิธีใดดีไปกว่าการเปลี่ยนถ่ายน้ำ
ปกติการเลี้ยงปลาในตู้ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกระยะ
  1-2  สัปดาห์ 
หรือถ้าสังเกตเห็นเริ่มมีสีเหลืองหรือสีน้ำตาลอ่อนที่เรียกว่า "น้ำแก่"
   แสดงว่ามีแร่ธาตุหรือสารต่าง ๆ ละลายปนอยู่ในน้ำมากเกินกว่าปกติ
หรือกระจกข้างตู้มีรอยครบตะไคร่น้ำจับ
 

แสดงว่าคุณภาพน้ำในตู้ไม่เหมาะกับการเลี้ยงปลาและจะต้องทำการเปลี่ยนน้ำทันที

ดูไบเมืองท่องเที่ยว

ดูไบเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ตั้งอยู่ทางภาคเหนือของประเทศมีพื้นที่ประมาณ
3
,225 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรประมาณ 1,674,527 คน ดูไบถือเป็นเมืองแห่งความมหัศจรรย์
เพราะที่ถูกผันแปรจากดินแดนทะเลทรายมาสู่ความมั่งคั่งในการค้า บริการ
การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และศูนย์กลางธุรกิจ ไม่จำกัดเฉพาะการค้าน้ำมันแบบก่อนๆ
สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ประเทศดูไบ
หมู่เกาะต้นปาล์ม   หมู่เกาะต้นปาล์ม
เป็นโครงการก่อสร้างเกาะจำลองบริเวณอ่าวเปอร์เซีย ในดูไบ ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
โดยแต่ละเกาะจะมีลักษณะรูปร่างเหมือนต้นปาล์ม และล้อมรอบด้วยเสี้ยววงกลม
โดยพื้นที่จะมีการจัดเป็นที่อยู่อาศัย และรีสอร์ท การพัฒนานี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศ
ในโครงการจะมีการสร้างทั้งหมด 3 เกาะได้แก่ ปาล์ม
Jumeirah, ปาล์มDeira และ ปาล์ม Jebel Ali




อาคารเบิร์จดูไบ    เบิร์จดูไบ (ภาษาอาหรับ: برج دبي
, Burj Dubai – หอคอยดูไบ) เป็นตึกระฟ้าสูงยวดยิ่ง
ที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างในย่านกลางเมืองดูไบ
และเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จก็จะถูกจัดเป็นอาคารระฟ้าที่สูงที่สุดในโลก
กำหนดให้เข้าใช้งานได้ในต้นปี พ.ศ. 2552 ณ โดยจะสร้างให้มีความสูงประมาณ 818 เมตร
ในดูไบยังมีโครงการก่อสร้างตึกในชื่อว่า อัลเบิร์จ
ที่กำลังอยู่ในระหว่างการออกแบบและวางแผน
โดยความสูงยังคงถูกเก็บเป็นความลับเช่นกัน โดยประมาณการว่าอาจจะสูงอย่างน้อย 800
เมตร
 
การตกแต่งภายในจะบ่างออกเป็นโรงแรมอาร์มานี 37
ชั้นล่าง โดยชั้น 45 ถึง 108 จะเป็น อพาร์ตเมนต์ โดยที่เหลือจะเป็นออฟฟิศสำนักงาน
และชั้นที่ 123 และ 124 จะเป็นจุดชมวิวของตึก ส่วนบนของตึกจะเป็นเสาอากาศสื่อสาร
นอกจากนี้ชั้น 78 จะมีสระว่ายน้ำกลางแจ้งขนาดใหญ่
และตึกนี้จะติดตั้งลิฟต์ที่เร็วที่สุดในโลก ที่ความเร็ว 18 ม/วินาที (65
กิโลเมตร/ชั่วโมง
, 40 ไมล์/ชั่วโมง)




เบิร์จอัลอาหรับ
   เบิร์จอัลอาหรับ (ภาษาอาหรับ: برج العرب

, Burj al-Arab) เป็นโรงแรมหรูหราและเป็นโรงแรมที่สูงที่สุดในโลก
โดยมีความสูง 321 เมตร (1,053 ฟุต)
โดยตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลบริเวณอ่าวเปอร์เซีย โดยเชื่อมต่อกับฝั่งผ่านทางสะพาน
เบิร์จอัลอาหรับเป็นเจ้าของโดย จูเมราฮ์ การก่อสร้างเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2537
แล้วเสร็จและเริ่มเปิดใช้งานครั้งแรกเมื่อ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2542
โดยตัวตึกออกแบบมีลักษณะคล้ายเรือใบ
dhow ซึ่งเป็นยานพาหนะชนิดหนึ่งของชาวอาหรับ

ส่วนห้องในโรงแรมเบิร์จอัลอาหรับมีลักษณะเป็นห้องสวีตคู่ 202 ห้อง
โดยห้องที่เล็กสุดมีขนาด 169 ตารางเมตร (1
,
819 ตารางฟุต) และห้องใหญ่สุดมีขนาด
780 ตารางเมตร (8
,
396 ตารางฟุต)
และได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในโรงแรมที่แพงที่สุดในโลก โดยราคาค่าที่พักอยู่เริ่มต้นที่
$1,000 -$15,000 ต่อคืน และห้องที่แพงสุดจะอยู่ที่ราคา $28,000 ต่อคืน




     
 
ถนน Al Fahidi 
      ถนน Al Fahidi ตั้งอยู่ใจกลางซุก Bur Dubai เป็นศูนย์กลางร้านค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำ
โฮมเธียร์เตอร์ รวมไปถึงอุปกรณ์ถ่ายรูป ซึ่งเสนอขายในราคาย่อมเยาว์

Al Nasr Leisureand
      ตั้งอยู่บริเวณ Bur
Dubai ห่างจากถนน Zabeel
เป็นสวนสาธารณะที่ทันสมัยแห่งหนึ่ง
ผุ้ชื่อชอบการเล่นกีฬาจะต้องถูกใจเป็นพิเศษ เพราะสวน
Zabeel
นี้
มีทั้งลู่สำหรับโยนโบล์ลิ่ง พื้นน้ำแข็งราบสำหรับเล่นสเก๊ต และสระว่ายน้ำ
รวมไปถึงสวนสนุกสำหรับเด็ก เปิดทุกวัน เวลา 09.00-22.00 น.

Bait Al Wakeel
       สร้างขึ้นในปี 1934
โดยท่านชีคราชิด ซึ่งเป็นผู้ครองรัฐองค์ที่แล้ว
ถือว่าเป็นตึกทางการแห่งแรกของดูไบโดยในปัจจุบันได้ทำเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงความเป็นมา
และวิถีชีวิตของชาวประมง

Bani Yas Square
         สิ่งที่เห็นได้ชัดในบริเวณBani Yas Square คือ หอ Deira ที่มีลักษณะยอดบนเป็นวงกลม
บริเวณจัตุรัสจะมีสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องนุ่งหุ่ม และ
สินค้าบริโภคทั้งหลายให้คุณต่อรองราคากันได้



พิพิธภัณฑ์ดูไบ
         ด้านในของพิพิธภัณฑ์แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นด้านบนและด้านล่างด้านบนจะเป็นแบบจำลองกำแพงหินและกระท่อมแบบชาวพื้นเมืองเก่าๆสำหรับด้านล่างหรือชั้นใต้ดินจะกว้างใหญ่และลึกลับซับซ้อนมากมีทั้งภาพวาดสีน้ำของดูไบในอดีต การจัดหุ่นนิ่งแสดงวิถีชีวิตของคนพื้นเมือง
มีการจำลองบรรยากาศใต้ทะเลโดยใช้แสงสีจำลอง ทำให้เห็นภาพของชาวดูไบในอดีต
นอกจากนี้ ยังมีห้องแสดงความก้าวหน้าทางวิทยาการโบราณแบ่งซอยออกไปอีกโดยจัดแสดงพัฒนาการของตัวเลขและตัวอักษรอาระบิกรวมไปถึงการเรียนรู้วิชาดาราศาสตร์และเรื่องราวของทะเลทราย

 
Bastakiya 
         ย่าน Bastakiya
เป็นย่านที่เรียกได้ว่าเป็นย่านเมืองเก่าถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรม
และ แกลอรี่ศิลปะ ของที่นี่เลยทีเดียว บริเวณดังกล่าวนี้เป็นเพียงทางแคบๆ
โดยมีหอกังหันลมตั้งตระหง่านเป็นฉากหลัง ทำให้นึกย้อนไปในอดีตที่บริเวณ
Bastakiya
นี้มักจะเต็มไปด้วยหอกังหันลม ตั้งเรียงรายอยู่บริเวณที่เรียกว่า The
Creek ซึ่งหอกังหันลมเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยประดับประดาตกแต่งย่าน Bastakiya
ให้สวยงามน่าชมแล้ว
ยังช่วยให้บรรเทาความร้อนให้กับบ้านเรือนที่ตั้งอยู่แถวนั้น
ก่อนที่จะมีไฟฟ้าใช้อีกด้วย

 

 
The Creek
         เป็นจุดชมทิวทัศน์
มีลักษณะเป็นท่าเรือที่ตัดผ่านใจกลางเมือง ซึ่งเป็นศูนย์รวมประวัติศาสตร์และเป็นย่านชุมชนใน
ดูไบ
The Creek
เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการเดินเล่นชมวิวทิศทัศน์
ยิ่งผู้ที่สนใจวัฒนธรรมและประเพณีของผู้คนชาติต่างๆ
จะต้องรู้สึกชื่นชมและประทับใจกับภาพทั้งสองฟากฝั่ง
โดยเฉพาะภาพที่นกนางนวลหลายร้อยตัวบินโฉบฉวัดเฉวียนผ่านเรือสัญจร หรือที่เรียกว่า
เรือเดา (
dhow)
มีลักษณะเป็นเรือใบเสาเดียวทีชาวอาหรับใช้เป็นพาหนะที่แล่นผ่านไปมา
มีพระอาทิตย์ดวงกลมโตที่ค่อยๆ ลดแสงลง เป็นฉากหลัง

คุณสามารถล่องเรื่อข้ามฟากชื่นชมสองฝั่งของดูไบได้
ตรงท่าขึ้นเรือตรงข้ามกับโรงแรมคอนติเนนตัลในฝั่ง
Deira
และ
ตรงข้ามกับซุกเก่าในเขต
Bur Dubai และที่กับภาพความสวยงามเหล่านั้นได้อย่างชัดเจนที่สุดคือตรงจุดที่เรียกว่าabra ซึ่งเป็นทางเข้าทางน้ำเล็กๆ กั้นระหว่างซุก Deira
กับด้าน Bur Dubai
และหากคุณล่องเรือไปจนสุดปลายอ่าว
คุณจะเห็นทะเลสาบบนเกาะหินปะการังขนาดใหญ่และเป็นที่ตื้นเขิน ซึ่งในปัจจุบันกลายเป็นที่อพยพของสัตว์
โดยเฉพาะนก ที่ในฤดูหนาวจะอพยพมาตั้งหลักแหล่งในคราวเดียวกันถึง 27
,000 ตัว โดยเฉพาะนกฟลามิงโกใหญ่

 

 
สถานที่ประวัติศาสตร์
          หากคุณเป็นผู้หนึ่งที่ชื่นชอบเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของชนชาติต่างๆ
คุณก็ต้องไม่พลาดที่จะเยี่ยมชมสถานที่สำคัญของดูไบ
เป็นที่ที่คุณสามารถพบเห็นเครืองมือเครื่องใช้ซึ่งเป็นผลผลิตที่เกิดจากมนุษย์จากยุคศตวรรษที่
7 จนถึงศตวรรษที่ 15

 

 
การเดินทาง
          สำหรับการทำวีซ่าดูไบนั้น ไม่สามารถยื่นเรื่องขอได้ที่สถานฑูตที่เมืองไทย
ต้องยื่นผ่านบริษัททัวร์หรือสายการบินเอมิเรสต์ใช้เวลาขั้นต่ำ ประมาณ 1 อาทิตย์
และสามารถอยู่ได้ 1 เดือนเท่านั้น
สอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานสายการบินเอมิเรตส์กรุงเทพฯ โทร 0-2664-1040-4
หรือเข้าเยี่ยมชมเว็บไซดต์
www.emirates.com/th

 

 
หมู่บ้านนักท่องเที่ยว Al Boom
           อยู่ติดกับสวนสาธารณะ Creekside คุณจะได้ตื่นตาตื่นใจกับร้านขายอาหาร
คอฟฟี่ช็อป ภัตตาคาร และสวนสนุกมากมาย ท่ามกลางบรรยายกาศ และวิวทิวทัศน์ของทะเลสาบ
และเรือนำเที่ยวขนาดใหญ่ที่จอดรอรับลูกค้า