เปิดตำนานลูกหนังเทพศิรินทร์
(คู่แข่งตลอดกาล)
การตั้งหัวเรื่องของเปิดตำนานลูกหนังเทพศิรินทร์ครั้งนี้ดูจะเหมือนการสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นระหว่างสองสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงและมีอายุยาวนานกว่าร้อยปี แต่เจตนาอันแท้จริงคือต้องการนำเหตุการณ์ต่างๆ ที่สร้างเกียรติยศให้กับทั้งสองสถาบันนำมาเล่าสู่กันฟัง เพราะในขณะที่ผมกำลังเขียนบทความตอนนี้อยู่ดูเหมือนชื่อเสียงทางด้านฝีเท้าในกีฬาฟุตบอลของทั้งสองสถาบันกำลังโดนลบเลือนโดยสาเหตุใดก็หาได้มีใครทราบไม่ บางทีการย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของความสำเร็จอาจทำให้เราค้นพบคำตอบนั้นก็เป็นได้
ฟุตบอลประเพณีเทพศิรินทร

เมื่อครั้งที่ผมได้เอกสารสำคัญที่เป็นที่หวงแหนมาจากพี่แดง
ศาสตรา กาญจณมุกสิก ผู้ที่ถือได้ว่าเป็นคัมภีร์ประวัติฟุตบอลเทพศิรินทร์ของผมในตอนนี้ ได้มีบทความส่วนหนึ่งที่เป็นการเล่าเรื่องจาก นักเรียนเก่าโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
ท่านหนึ่งเกี่ยวกับฟุตบอลประเพณี เทพศิรินทร์
สวนกุหลาบ ซึ่งมีปฐมเหตุมาจากการแข่งขันฟุตบอลนัดหนึ่งที่สนามหลวง ซึ่งนี่คือส่วนหนึ่งของบทความฉบับนั้น
ปี 2502
- เป็นปีที่ผู้เขียนเข้าเรียนในโรงเรียนสวนกุหลาบเป็นปีแรก
- ฟุตบอลเตรียมอุดม จัดโดยสมาคมฟุตบอลสวนกุหลาบเข้าชิงชนะเลิศกับวิทยาลัยครูพลานามัย ผลแพ้ได้รองชนะเลิศ
- เทศบาลนครกรุงเทพจัดแข่งขันฟุตบอลนักเรียน และประชาชนขึ้นปีแรก รุ่นใหญ่ชนะเลิศ
โดยชนะช่างอากาศอำรุง ส่วนรุ่นเล็กมีปัญหาในการแข่งขันไม่สามารถตัดสินให้จบลงได้ (ตามรายละเอียดในบทความของคุณศาสตรา)
จนก่อนหมดปีการศึกษา 2502 นั้นนายกสมาคมศิษย์เก่าสวนกุหลาบฯ
(พล.ต.ท. ต่อศักดิ์ ยมนาค) ซึ่งเป็นนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยด้วยในขณะนั้น ได้เชิญสมาคมนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์
มาร่วมกันจัดฟุตบอลนัดพิเศษขึ้น โดยนำนักฟุตบอลรุ่นเล็กนั่นแหละมาแข่งขันนับว่าเป็น“ นัดล้างตา” ชิงถ้วยที่ได้ขอพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมทั้งเสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานรางวัลด้วยพระองค์เอง
ทั้งสองโรงเรียนร่วมลงแข่งชันด้วยความยินดี แต่นักฟุตบอลรุ่นเล็กที่เป้นตัวเจ้าปัญหาอยู่นั้นไม่ได้ลงทุกคน เนื่องจากว่าทั้งสองโรงเรียนต่างพร้อมใจกันส่งนักฟุตบอลรุ่นเล็กพิเศษ ที่ในสมัยนั้นเรียกกันว่า “เด็กดอง” ลงแข่งกันฟูลทีมไปเลย ที่ว่าเป็นพิเศษนั้นก็เพราะว่าจำเนียรไป30 กว่าปี นักฟุตบอลบางท่านในวันนั้นที่อยู่ยงคงกระพันถึงทุกวันนี้วัดตัวเมื่อไรก็ยังเล่น “รุ่นเล็ก” ได้อีกตลอดกาลก็ยังมี ผลการแข่งขันอาจารย์ผล
ใจสว่าง จำไดแน่นอนว่าแพ้ลูกยังประมาณ40 หลาข้าหัวผู้รักษาประตูสวนกุหลาบเข้าไป เทพศิรินทร์จึงเป็นฝ่ายชนะได้ครองถ้วยพระราชทานก่อน
จากบทความส่วนดังกล่าวพอจะสรุปได้ว่าในการจัดครั้งแรกโรงเรียนเทพศิรินทร์ของพวกเราเป็นผู้ครอบครองถ้วยพระราชทานเป็นครั้งแรกของการจัดการแข่งขัดฟุตบอลรายการนี้
ปี 2503 สมาคมศิษย์เก่าสวนกุหลาบฯ
และสมาคมนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ฯ ร่วมกันจัดฟุตบอลประเพณีเป็นครั้งที่2 แต่นักฟุตบอลเปลี่ยนเป็นระบบโอเพ่น คือใช้ทั้งศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันที่มีฝีเท้าจัดจ้าน บางท่านในขณะนั้นเป็นนักเตะทีมชาติไทยและสโมสรใหญ่ๆทั้งสิ้น
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรและพระราชทานรางวัลเช่นเคย ในด้านกองเชียร์
มีการจัดพาเหรด นำโดยดุริยางค์สวนกุหลาบทำให้เพลง ชมพู-ฟ้า (สีงามอร่ามหรู) และเทพศิรินทร์ (เทพศิรินทร์มาวินฯ) ดังกระหึ่มร่วมกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมามีการนั่งเชียร์เป็นรูปตัวอักษร ส.ก. สีชมพู-ฟ้า และ ท.ศ. สีเขียว-เหลือง
บนอัฒจันทร์ด้านเหนือ คนละข้างของสกอร์บอร์ด ในเวลานั้นสนามศุภชลาศัยยังไม่มีอัฒจันทร์ ล้อมรอบเช่นทุกวันนี้ ด้านทิศใต้จะเป้นอัฒจันทร์ไม้มีหลังคา ขนาดไม่ใหญ่นักปลูกไว้เป็นตอนๆไป ส่วนฝังตรงข้ามกับอัฒจันทร์ที่ประทับ
ก็เป็นอัฒจันทร์เหล็กประกอบไม้ประมาณ 15 ขั้นตลอดความยาวของสนามฟุตบอล
ตอนพักครึ่งมีการแปรขบวนโดยดุริยางค์สวนกุหลาบ ผู้เขียนจำผลการแข่งขันไม่ได้แน่นอนว่าเป็นอย่างไรแต่ก็สรุปได้ว่า สวนกุหลาบเป็นฝ่ายชนะ
เพราะขณะที่เราเข้าแถวส่งเสด็จพระราชดำเนินกลับเรียบร้อย ทีมฟุตบอลพร้อมเจ้าหน้าที่ทีมก็ได้วิ่งแห่ถ้วยพระราชทานนั้นไปรอบสนามฟุตบอล และเราทุกคนก็พร้อมใจกันเดินแห่ถ้วยนั้นกลับโรงเรียนที่สะพานพุทธฯ

จากส่วนนี้ก็คงสรุปผลได้ว่าครั้งต่อมาถ้วยพระราชทานตกไปอยู่ในมือของสวนกุหลาบ ซึ่งผู้เขียนได้ใช้ลูกเล่นในการใช้ภาษากระเซ้าลูกแม่รำเพยตามแบบฉบับเด็กสวนกุหลาบปี 2504
ในปลายปีการศึกษานั้น
ฟุตบอลประเพณีก็หวนกลับมาอีกปีหนึ่ง ขบวนพาเหรดหายไป ใช้นักฟุตบอลจากศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันเช่นเคย ชื่อเสียงองนักฟุตบอลทังสองทีมในวันนั้นเป็นจุดขายเรียนคนดูไม่แพ้ปีที่ผ่านมา เพราะหลายคนในทั้งสองทีมก็มีดีกรีทีมชาติที่หน้าอกมาแล้ว
หลายคนดังอยู่ในสโมสรใหญ่ๆ ของฟ้าเมืองไทยในขณะนั้นก็มี2 ยักษ์ใหญ่ลูกหนังคือ
ทหารอากาศ กับ ธนาคารกรุงเทพ และหลายคนยังคงวาดลวดลายอยู่ในทีมประเพณีจุฬาฯและธรรมศาสตร์ รวมทั้งบางคนก็ยังนุ่งขาสั้น
ปัก ส.ก. และ ท.ศ. ที่หน้าอกอยู่ก็มี การปล่อยตัวนักฟุตบอลลงสนามแทนที่จะเดินออกมาจากใต้อัฒจันทร์ที่ประทับอย่งเคย เทพศิรินทร์ซึ่งเป็นเจ้าภาพในปีนั้นจัดให้นักฟุตบอลทั้ง2 ทีม เดินออกมาจากซ่งกลางอัฒจันทร์เหล็กข้ามสนามมายังฝั่งอัฒจันทร์ที่ประทับ แต่ในปีนั้นเทพศิรินทร์ก็ยังไม่มีวงดุริยางค์จึงไปจัดหาดุริยางค์มานำขบวนนักกีฬา ซึ่งเป็นดุริยางค์โรงเรียนสตรีชื่อ“ศึกษาวิทยา” มีดีกรีเป้นแชมป์กายบริหารในกรีฑานักเรียนหลายปีติดต่อกันที่น่าประทับใจก็คือ ดรัมเมเยอร์ไม้หนึ่งของวงนี้สวยมากจนโตขึ้นมาเป็นนางงามจักรวาลคนแรกของประเทศไทย “อาภัสราหงสกุล”
จากบทความตอนนี้ผมขอเสริมตรงที่ว่าคุณอาภัสรา หงสกุลนั้นมีคุณพ่อเป็นนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ซึ่งส่วนนี้ทางผู้เขียนคงจะไม่ทราบข้อมูล
ในวันนั้น กนก เทพหัสดินฯของสวนกุลาบพาบอลเลื้อยเลาะเส้นหลัง ไปตวัดเข้าประตูมุมแคบของเทพศิรินทร์
สะกดให้ สืบสวัสดิ์ ชาญวิธะเสนา ขาตายยืนนิ่งให้บอลไปสยบอยู่ก้นตาข่ายซะ2 ลูกซ้อน กองเชียร์เทพศิรินทร์ก็ได้แปรอักษรข้อความว่า“ต่อให้” ซะ 2 ครั้งเหมือนกัน แล้วถ้วยพระราชทาน ภปร.ก็ได้กลับไปเป็นมิ่งขวัญแก่พวกเราที่สะพานพุทธอีกครั้ง
ขอความดังกล่าวคงเป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากครั้งแรกของการแข่งขันเป็นต้นมาเรายังไม่ได้ครอบครองถ้วยใบนี้ถึง 2 ปีติดกัน
ปี 2505
ในภาคปลายมีฟุตบอลประเพณีอีกครั้งเป็ฯครั้งที่4 ทรงเสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรและพระราชทานรางวัลให้เช่นเคย ปีนี้กองเชียร์ทั้งสองโรงเรียนย้ายที่นั่งไปอยู่ที่อัฒจันทร์เหล็กฝั่งตรงข้ามที่ประทับ มีการเชียร์เข้ายุคมากขึ้นเริ่มมี CHEERLEADER มีการแปรอักษรด้วยฝ้าสีในข้อความที่มากขึ้นเท่าที่จำได้สวนกุหลาบก็มีการแปรว่า ฟุตบอลประเพณี,สวนกุหลาบ,เทพศิรินทร์
พบกันอีกที ภปร.,ส.ก. ฯลฯ ส่วนเทพศิรินทร์ เท่าที่จำได้อีกนั่นแหละ เมื่อ กนก เทพหัสดินทร์
ศูนย์หน้าของสวนกุหลาบ ลากลูกบอลเลื้อยไปตามเก็บด้านหลังประตูเทพศิรินทร์แล้วก็ตวัดเข้ามุมแคบสุดที่ สืบสวัสดิ์
ชาญวิธเสนา ประตูเทพศิรินทร์ จึงรับได้ทัน กองเชียร์เทพศิรินทร์ก็แปรออกมาทั้นทีว่า“ต่อให้” อย่างนี้เป็นต้น
ในปีนี้ผู้เขียนไม่ได้สรุปผลการแข่งขันออกมาให้ทราบจึงไม่มีบทสรุปที่แน่นอนว่าใครที่ได้ถ้วยไปครอบครองต้องรบกวนผู้รู้มาให้ข้อมูลเพิ่มเติมในภายหน้า
ปี 2507
ผู้เขียนมีความตั้งใจกับการแสดงถวายทอดพระเนตรมากจนกระทั่งจำไม่ได้ว่าผลการแข่งขันลงเอยอย่างไร เขียนไปก็กลัวผิดใครใจได้ช่วยบอกทีแต่ตัวเองก็มีความรู้สึกว่าขณะยืนไชโย กับคำบอกกล่าวพระราชดำรัส
โดยอาจารย์ใหญ่จนสุดเสียงนั่น ก็มีเสียงไชโยรับจากทีมฟุตบอลที่อยู่อีกฟากสนามเช่นกัน จึงคิดว่าครั้งนั้นเราคงไม่ผิดหวังนในผลการแข่งขันฟุตบอลหรอกนะ
การแข่งขันในครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งล่าสุดและผลการแข่งขันก็ออกมาเสมอกันและมีการตกลงให้ครอบครองถ้วยกันคนละครึ่งปีและเมื่อหลังจากสวนกุหลาบนำถ้วยไปครองตามข้อตกลงแล้วก็ไม่ได้นำมาคืนอีกเลยและด้วยเหตุที่ไม่มีการจัดการแข่งขันในครั้งต่อๆมาด้วยประการหนึ่ง ซึ่งตรงนี้ก็เป็นที่น่าสงสัยว่าผู้เขียนจำผลการแข่งขันไม่ได้เพราะเหตุใด อย่างไรก็ดีในปีเดียวกันนั้นก็เกิดการแข่งขันฟุตบอลอีกรายการขึ้นมาแทนคือฟุตบอลประเพณีจตุรมิตรสามัคคีซึ่งก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำในฟุตบอลประเพณีเทพศินทร์ สวนกุหลาบต้องเงียบหายไป

เรื่องราวที่ผมนำเอาบทความของคุณวราทร
พินทุสมิต ศิษย์เก่าสวนกุหลาบเพียงบางส่วนที่เกี่ยวของกับฟุตบอลประเพณีเทพศิรินทร์ สวนกุหลาบนำมาให้ได้อ่านกันนั้นก็เพื่อให้ได้ซึมซับบรรยากาศจากผู้มีประสบการณ์ตรงกับช่วงเวลาดังกล่าวและจะได้ทราบถึงเหตุบางประการที่ทำไมสถาบันการศึกษาทั้งสองจึงต้องขับเคี่ยวแข่งขันกันอยู่เรื่อยมาจนเป็นเหตุให้บางครั้งผู้ที่ไม่เข้าใจหลักการมีการกระทบกระทั่งกันไปก็มี นอกจากช่วงเวลาที่ขับเคี่ยวกันในฟุตบอลประเพณีแล้วยังมีการพบกันหลายต่อหลายครั้งในฟุตบอลรายการอื่นๆ อย่างเช่นในช่วงที่เทพศิรินทร์กลายเป็นมหาอำนาจลูกหนังขาสั้นสามารถกวาดแชมป์ได้ในทุกรายการในปี 2530 ก็ยังต้องมาพลาดท่าแพ้สวนกุหลาบในนัดชิงฟุตบอลจตุรมิตรในปีนั้น หรือในปีที่เทพศิรินทร์เป็นแชมป์จตุรมิตรร่วมกับโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนในปี2542 ในปีนั้นก็เราก็ชนะสวนกุหลาบอย่างท่วมท้นถึง 5 ประตู หรือแม้แต่ในปี 2550 ที่ผ่านมาถึงแม้เราจะไม่ได้เป็นแชมป์ในปีนั้นแต่ก็มีชัยเหนือสวนกุหลาบถึง2 ครั้งด้วยกัน
สวนกุหลาบ
ซึ่งมีถ้วยพระราชทาน ภปร. ที่เป็นตัวแทนของความสามัคคีของสองสถาบันคงได้มีโอกาสได้กลับมาแข่งขันกันอีกครั้งหนึ่ง
บทความโดย เทพน้ำเค็ม
ข้อมูล จากเอกสาร แลหลังฟุตบอลประเพณีในยุคผมเป็นนักเรียนสวนฯ
โดยวราทร พินทุสมิต
และ ฟุตบอลประเพณี
เทพศิรินทร์ – สวนกุหลาบ ตอน กำเนิด “ถ้วยพระราชทาน ภปร” กาญจนานุสรณ์

เนื้อหาดีมากๆๆ ..ชอบๆๆ
ตอบลบ